ไปเป็นไป ถึงไหนถึงกัน Go Go !! ชีวิตเรา..ใช้ซะ !! กินอาหารถูกปากกับร้านอาหารแสนอร่อย ท่องเที่ยวไปในที่ที่ถูกใจ แล้วนอนพักผ่อนกับที่พักราคาถูกสะบายกระเป๋า ตลอนทั่วทิศ ใช้ชีวิตท่องเที่ยว
วันศุกร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2562
น้ำหมักชีวภาพสำหรับผักไฮโดรโปรนิกส์
น้ำหมักชีวภาพสำหรับผักไฮโดรโปนิกส์ ใช้สำหรับการปลูกผักไม่ใช้ดิน ช่วยให้ผักเจริญเติบโต มีคุณค่าทางโภชนาการ ไม่มีสารเคมีตกค้าง มีรายละเอียดดังนี้
(สูตร น้ำหมักชีวภาพ สำหรับการผลิตผักระบบไฮโดรโปนิกส์ โดย รศ. ดนัย วรรณวนิช)
น้ำสกัดชีวภาพนมสด
ส่วนผสม :
นมสด 30 กก.
กากน้ำตาล 5 กก.
หัวเชื้อจุลินทรีย์ 10 ลิตร
น้ำ 40 ลิตร
วิธีทำ :
1.นำส่วนผสมทั้งหมดเทผสมกัน
2.หมักในภาชนะที่มีฝาปิดทิ้งไว้เป็นเวลา 30-45วัน
3.จะได้นำสกัดชีวภาพที่มีสีน้ำตาลเข้ม มีกลิ่นหอมของนม
น้ำสกัดชีวภาพดินระเบิด
ส่วนผสม :
หัวเชื้อปุ๋ยหมัก พด.1 1ถุง
รำละเอียด 1 กก.
น้ำตาลทรายแดง 1 กก.
น้ำ 1-2 แก้ว
ผ้าฝ้าย 1 ผืน
วิธีทำ :
1.นำหัวเชื้อปุ๋ยหมักมาคลุกเคล้ากับรำละเอียด และน้ำตาลทรายแดง 2 ช้อนโต๊ะ เติมน้ำ
ประมาณ 1-2 แก้ว ให้ได้ความชื้นพอหมาดๆ แล้วใช้ผ้าฝ้ายห่อไว้
2.ในเวลา 2-3 วัน จะเป็นก้อนแข็ง เชื้อราเดินเต็มก้อน
3.ผสมน้ำ 20 กก. กับน้ำตาลทรายแดง 1 กก.
4.นำจุลินทรีย์ที่เพาะเลี้ยงครบ 2-3 วัน ไปเลี้ยงในน้ำที่ผสมแล้ว หมักต่อไป 2-3วัน สามารถนำไปใช้ได้
(สารละลายปลูกผักไฮโดรโปนิกส์จากธรรมชาติ โดยครูชาตรี–ใช้ปลูกผักพื้นบ้านจำพวกกวางตุ้ง มะเขือเทศ บวบ กระเพราะ โหระพา พริก เป็นต้น –อาจจะนำมาประยุกต์ใช้กับผักสลัดได้)
น้ำหมักมูลสุกร+ปุ๋ยสูตรเสมอ (16-16-16)
วิธีทำ : เตรียมถังพลาสติก 200 ลิตร เติมน้ำประมาณค่อนถัง จากนั้นนำมูลหมูแห้งจำนวน 30 กก. ใส่ในถุงตาข่าย แช่ในถังน้ำที่เตรียมไว้ กดให้มิด ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง อย่าเกินเพราะจะกลายเป็นน้ำมูลหมูเน่า เมื่อครบ 24 ชั่วโมง ให้นำมูลหมูออกจากถัง แล้วหมักต่ออีก 5-7 วัน ก็จะได้สารละลายมูลหมูสำหรับปลูกผักไฮโดรโปนิกส์
วิธีใช้ :
1.เตรียมรางปลูก
2.เตรียมสารละลาย ใช้น้ำสะอาด 50 ลิตร น้ำมูลหมูหมัก 50 ลิตร (คำนวณจาก 100 ลิตร ถ้าใช้น้ำมูลหมู 50 ลิตร เติมน้ำ 50 ลิตร ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอ เช่น 16-16-16 จำนวน 100 กรัม สำหรับกวางตุ้ง ผักกาด ปุ๋ย เคมีสูตรเสมอ เช่น 16-16-16 จำนวน 200 กรัมสำหรับคะน้า ผักบุ้ง
3.ปลูกผักตามปกติ ถ้าสารละลายในถังยุบเนื่องจากการระเหยให้เติมน้ำมูลหมูหมักเท่าที่น้ำยุบ
4.ใช้สารละลายมูลหมูหมัก 1 ลิตรต่อน้ำ 10 ลิตร ฉีดพ่นผักที่ปลูกทุกๆ 5-7 วัน
5.การดูแลเหมือนการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ทั่วไป ถ้าใบผักเหลืองไม่สมบูรณ์ให้เติมปุ๋ยเคมีสูตรเสมอเช่น 16-16-16 จำนวน 100 กรัม
หมายเหตุ: สำหรับปลูกพืชพวกมะเขือ พริก คะน้า ใช้น้ำสะอาด 30 ลิตร น้ำมูลหมูหมัก 70 ลิตร ปุ๋ยเคมีสูตรเสมอเช่น 16-16-16 จำนวน 100 กรัม หมั่นสังเกตถ้าผักชะงักการเจริญเติบโต อาจมีสาเหตุเนื่องมาจากระบบน้ำหมุนเวียนไม่ทั่วแปลง มูลสุกรต้องเป็นมูลจากหมูขุนเพราะมูลสุกรจากแม่หมูจะมีรำหยาบเป็นส่วนผสมเพื่อไม่ให้หมูอ้วน มูลที่ได้จึงมีธาตุอาหารน้อยไม่พอต่อการเจริญเติบโตของพืช การเติมปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-16 ให้สังเกตใบพืช ถ้าใบพืชเหลือง ให้เติมครั้งละ 100 กรัมทุกๆ 5 วัน จนผักมีใบสมบูรณ์จึงหยุดเติม
สารละลายจากน้ำหมักมูลไส้เดือน
วิธีทำ :
1.นำมูลไส้เดือน 20 กก. ใส่ในกระสอบ แล้วแช่ลงในถังน้ำที่ใส่น้ำไว้ 100 ลิตร (กรณีเป็นน้ำประปาควรพักน้ำไว้ 5 วัน) เติมออกซิเจนโดยใช้ปั๊มออกซิเจนแบบใช้กับตู้ปลาเป็นเวลา 3 วัน แล้วยกกระสอบปุ๋ยมูลไส้เดือนที่แช่ไว้ออก
2.เติมกลูโคส 400 กรัม หาซื้อได้จากร้านขายยา
3.น้ำตาลทรายแดง 1 กก. (ไม่ควรใช้กากน้ำตาลเพราะน้ำหมักที่ได้จะมีสีน้ำตาลไม่ใส และกากน้ำตาลจะไปจับกับระบบรากพืชที่ปลูก ทำให้รากรับออกซิเจนไม่เพียงพอ น้ำหมักอื่นก็เหมือนกัน ถ้าใช้กับผัก ที่ปลูกระบบไฮโดรโปนิกส์ ไม่ควรใช้กากน้ำตาล อัตราการทดแทนน้ำตาลทายแดง 1 กก. สามารถแทนกากน้ำตาลได้ 4 กก.) เติมออกซิเจนอีกประมาณ 3-5วัน สามารถนำไปใช้ได้
วิธีใช้ : ใช้เป็นสารละลายตั้งต้นสำหรับคนที่ใช้สารละลาย AB อยู่ก่อน ลองค่อยๆ ปรับดู อาจปรับเป็น 60/40 น้ำหมักมูลไส้เดือน 60 สารละลาย AB 40 ส่วนครูชาตรีจะใช้เต็ม 100 แต่จะเติมปุ๋ยสูตรเสมอในอัตรา 200 กรัม ต่อน้ำหมักมูลไส้เดือน 100 ลิตร แต่ต้องแบ่งเติมเป็น 2 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน และคอยสังเกตว่าผักมีลักษณะใบเหลืองให้เติมปุ๋ยสูตรเสมอครั้งละ 100 กรัม ห่างกัน 5 วัน เมื่อใบเขียวปกติ ให้หยุดเติม น้ำหมักมูลไส้เดือนที่ได้ควรฉีดพ่นทางใบทุกๆ 3-5 วัน ก่อนนำไปใช้ต้องผสมให้เจือจางในอัตราส่วน น้ำหมักมูลไส้เดือน 1 ลิตร ต่อน้ำเปล่า 20 ลิตร ถ้าใช้กับพืชใบบอบบางใช้อัตรา 1 ลิตรต่อน้ำ 30 ลิตร
การให้ปุ๋ยทางใบ (Foliar Feeding)
น้ำหมักแบบพืชสด
เก็บผักสดๆ เป็นวิธีการหมักแบบไม่ใช้น้ำ ต้องเก็บผักสดโดยไม่ให้ถูกแดด เก็บช่วงเช้า
วิธีทำ : นำผักสดที่เก็บมา 90 กก. กากน้ำตาล 15 กก. น้ำตาลทราย 15 กก. น้ำมะพร้าว 200 ลิตร หมักรวมกันไว้ 1 เดือน ก็สามารถนำไปใช้ได้
วิธีใช้ : ให้กรองเอาน้ำหมัก 1-2 ช้อนผสมกับน้ำ 20 ลิตร นำไปฉีดพ่น ช่วยเร่งการเจริญเติบโต
น้ำหมักผลไม้สุกและสด
ส่วนผสม :
ต้องหมักผลไม้ที่ยังคงความสดและสุก ผลไม้ที่ใช้คือ มะละกอ สับปะรด มะเฟือง(เป็นฮอร์โมนย่อยสลายที่ดี) มะยม
วิธีทำ :นำผลไม้ทุกชนิดมาสับละเอียดรวมกัน 90 กก. น้ำตาลทราย 15 กก. กากน้ำตาล 15 กก. น้ำมะพร้าว 200 ลิตร หมักทิ้งไว้ 1 เดือน แล้วจะได้น้ำหมักออกมา (หัวเชื้อ)
วิธีใช้ : เชื้อ 1-2 ช้อน ผสมกับน้ำเปล่า 20 ลิตร ช่วยในการบำรุงต้นแข็งแรง ผักที่บำรุงโดยน้ำหมักอินทรีย์ชีวภาพช่วยเร่งการเจริญเติบโตให้ผักได้อย่างดี
น้ำหมักนมสด
ส่วนผสม :
นมวัวสด 10ลิตร หรือ 10 กก.
น้ำตาลทรายแดง 1 กก.
โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 150 กรัม หรือที่ซื้อรับประทาน 1 แก้ว
น้ำสะอาดไม่มีคลอรีน เป็นน้ำต้มสุก หรือน้ำฝนก็ได้ 5 ลิตร
ถังพลาสติกที่มีฝาปิดสนิทขนาด 20 ลิตร ล้างสะอาด หรือใช้ขนาดเล็กกว่าแล้วแบ่งบรรจุก็ได้
วิธีทำ : นำวัตถุดิบทุกอย่างมาใส่รวมกัน บรรจุลงถังพลาสติกแล้วปิดฝาให้สนิท หมักทิ้งไว้ 21 วัน
วิธีใช้ : ส่วนผสมอัตราส่วนน้ำสกัดชีวภาพนมสด 30 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นทุก 7-10 วัน ใช้ได้กับพืชทุกชนิด หากต้องการทำจำนวนน้อยลง ให้ลดอัตราส่วนวัตถุดิบตามจำนวน
สูตรผักกรอบ
วิธีทำ : นำน้ำหมักแบบพืชสด เก็บผักสดๆ เป็นวิธีการหมักที่ไม่ใช้น้ำ ต้องเก็บผักสดโดยไม่ให้ถูกแสงแดด เก็บช่วงเช้า ผักสดที่เก็บมา 90 กก. กากน้ำตาล 15 กก. น้ำตาลทราย 15 กก. น้ำมะพร้าว 200 ลิตร หมักรวมกันไว้ 1 เดือน ผสมกับสูตรผลไม้สดและสุก นำมาหมักผสมกันอีก 3 เดือน ในอัตราส่วนแต่ละสูตรนั้น 1:1 เท่ากัน
วิธีใช้ : นำมาใช้ในอัตราส่วน 1-2 ช้อนโต๊ะ ต่อน้ำ 20 ลิตร จะช่วยในเรื่องการบำรุงผักให้สด กรอบ
สูตรบำรุงใบ
วิธีทำ : เหล้าขาว 50 ซีซี ยำบำรุงกำลังลิโพ 20 ซีซี น้ำหมักพืชผักสดแบบไม่ใช้น้ำ ผสมกับน้ำหมักสูตรผลไม้สดและสุก ปริมาณ 20 ซีซี น้ำส้มสายชู 50 ซีซี กากน้ำตาล 1 ช้อน ผสมรวมกัน
วิธีใช้ : อัตราส่วน 2-3 ช้อนโต๊ะ กับน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นที่ใบช่วยให้ใบกรอบ บาง อร่อย
Cr. ข้อมูลจาก: ผักไฮโดรโปนิกส์ (ฉบับชาวบ้าน)
วันจันทร์ที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
น้ำพุร้อนล้านนา เที่ยวเชียงราย
เส้นทางที่ 1 น้ำพุร้อนผาเสริฐ-ห้วยหมากเลี่ยม ต.ดอยฮาง อ.เมือง จ.เชียงราย โดยเริ่มต้นจากวัดร่องขุ่น ต.ป่าอ้อดอนชัย อ.เมือง ไปยังอริสรานวดแผนไทย-มนต์เมืองล้านนามาสสาง-ล่องเรือแม่น้ำกก-ฟิกเกอร์ แอนด์ กราวด์มิวเซี่ยม คาเฟ่-ไร่แม่ฟ้าหลวง-หมู่บ้านกะเหรี่ยงรวมมิตร-น้ำตกห้วยแก้ว-น้ำพุร้อนผาเสริฐ-น้ำพุร้อนห้วยหมากเลี่ยม
เส้นทางที่ 2 อยู่ในเขต อ.เมือง ทั้งหมดได้แก่ร้านชีวิตธรรมดา-วัดร่องเสือเต้น-ร้านวันเดอร์เรอร์-สวรรค์บนดิน-วัดห้วยปลากั้ง-วัดพระธาตุจอมสัก-ขัวศิลปะ-น้ำพุร้อนโป่งพระบาท ต.บ้านดู่ อ.เมือง และไปยังพิพิธภัณฑ์บ้านดำ ต.นางแล อ.เมือง
เส้นทางที่ 3 ได้แก่น้ำพุร้อนป่าตึง ต.ป่าตึง อ.แม่จัน-ณัฎฐิพล รีสอร์ท-โฮมสเตย์บ้านหล่อโย-มณีเทวา รีสอร์ท-ไร่ชาฉุยฟง-คาทิลิยา รีสอร์ท-โอโซนฟาร์ม-ศูนย์วิจัยพัฒนาชาน้ำมัน ต.เวียงพางคำ อ.แม่สาย พระตำหนักดอยตุงและสวนแม่ฟ้าหลวง ต.แม่ฟ้าหลวง อ.แม่ฟ้าหลวง และพระธาตุดอยตุง ต.ห้วยไคร้ อ.แม่สาย
เส้นทางที่ 4 ได้แก่น้ำพุร้อนโป่งปูเฟือง ต.เวียงสรวย อ.แม่สรวย-พิพิธภัณฑ์ชุมชนดอยเวียง ต.ป่าแดด อ.แม่สรวย-ภูน้ำสรวย รีสอร์ท-วัดแสงแก้วโพธิญาณ-ร้านเค้กคุณหมอ ต.บ้านโป่ง อ.เวียงป่าเป้า-สถานีกาแฟเวียงป่าเป้า-ร้าน Cabbaged & Condoms-น้ำพุร้อนสบโป่ง (แม่ขะจาน) ต.แม่เจดีย์ใหม่ อ.เวียงป่าเป้า-พระธาตุแม่เจดีย์ และโรงแรมบ้านน้ำแร่ และ
เส้นทางที่ 5 อยู่ในเขต จ.แพร่ ได้แก่นวดแผนไทย อบไอน้ำ โชคทวีโอสถ ต.แม่ยม อ.เมือง จ.แพร่-Happy Healthy Spa-พิพิธภัณฑ์โกมล ผ้าโบราณ-วัดสะแล่ง อ.ลอง-น้ำพุร้อนแม่จอก ต.แม่ป้าก อ.วังชิ้น-บ้านกะเหรี่ยงปกาเกอะญอ-น้ำตกแม่เกิ๋งหลวง-ร้านวังฟิน คอฟฟี่-ม่อนสรอย สวนกนกกรและอุทยานแห่งชาติเวียงโกศัย
https://mgronline.com/local/detail/9610000110278
วันพฤหัสบดีที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2560
เที่ยวไทย 12 เดือน
เที่ยวไทย 12 เดือน ว่างเดือนไหน ไปเที่ยวกัน
มกราคม :
ชมซากุระเมืองไทยหรือดอกนางพญาเสือโคร่ง ที่บ้านขุนช่างเคี่ยน หรือ ดอยขุนแม่ยะ จ.เชียงใหม่
ดูนกที่บึงบอระเพ็ด จ.นครสวรรค์
กุมภาพันธ์ :
ชมดอกชมพูภูคาแห่งเดียวในโลก ที่ ดอยภูคา จ.น่าน
ชมดอกทองกวาวบานนับพันต้นที่ อ.ดอกคำใต้ จ.พะเยา
มีนาคม :
ชมแหล่งปะการังน้ำตื้นสวยที่สุดในเมืองไทย สัมผัสปลาการ์ตูนอย่างใกล้ชิด และสีสันโลกแห่งท้องทะเลอันงดงามที่ หมู่เกาะสุรินทร์ จ.พังงา
สัมผัสความมหัศจรรย์ของป่าเกาะและสระน้ำในทะเลที่เกาะห้อง ทะเลกระบี่ จ.กระบี่
เมษายน :
ชมแก่งสามพันโบก มหัศจรรย์ภูผาใต้มหานทีแห่งลำน้ำโขง จ.อุบลราชธานี
ตระการตากับผีเสื้อจำนวนมากในผืนป่าแก่งกระจาน ป่าใหญ่ใกล้กรุง จ.เพชรบุรี
พฤษภาคม :
สัมผัสเสน่ห์ป่าภูเขียว จ.ชัยภูมิ ชมฝูงกระทิงกลางป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ณ คลองปลากั้ง เขาใหญ่
มิถุนายน :
ชมผืนพรมแห่งทะเลหญ้าเขียวขจีที่ทุ่งแสลงหลวง จ.พิษณุโลก
ชมเปราะภูในสายหมอกที่แปกดำ ภูหลวง จ.เลย
กรกฎาคม :
สัมผัสความงามทุ่งดอกกระเจียวบานในม่านฝนที่ จ.ชัยภูมิ
เที่ยวภูหินร่องกล้า มหัศจรรย์ลานหินแตก น้ำตกหมันแดง จ.พิษณุโลก
สิงหาคม :
ปีนภูสอยดาวดูทะเลดอกไม้ในป่าสน จ.อุตรดิตถ์
ชมทุ่งหญ้าข้าวก่ำ ผาเดียวดาย มรดกโลกใกล้กรุงที่ป่าเขาใหญ่ จ.นครราชสีมา
กันยายน :
ท่องป่าดึกดำบรรพ์บนดอยอินทนนท์ จ.เชียงใหม่
เฝ้าชมฝูงเหยี่ยวอพยพหนึ่งเดียวในเมืองไทยที่ จ.ชุมพร
ตุลาคม :
ท่องทุ่งดอกไม้ป่าบานบนพลาญหิน ที่อุทยานฯผาแต้ม จ.อุบลราชธานี
ล่องแก่งผจญภัยในลำน้ำว้า ที่สุดแห่งการล่องแก่งเมืองไทย
พฤศจิกายน :
ละลานตาไปกับทุ่งดอกบัวตองบนดอยแม่อูคอ จ.แม่ฮ่องสอน
ล่องสายน้ำชมทุ่งพลับพลึงธารหนึ่งเดียวในไทย จ.ระนอง
ธันวาคม :
สัมผัสเสน่ห์ภูกระดึง จ.เลย
ล่องแก่งถ้ำเจ็ดคต เที่ยวเกาะตะรุเตาอันงดงาม จ.สตูล
วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2560
เส้นทางเดินรถเมล์สาย 356 ในกรุงเทพ
รถเมล์สาย 356 มี 2 เส้นทาง คือ
1. รถเมล์สาย 356 ปากเกร็ด - รังสิต ข้างตัวรถจะมีแถบคาดเทา วิ่งเส้นทาง ไป-กลับ ระหว่าง ปากเกร็ด - รังสิต
รถเมล์สาย 356 เริ่มต้นที่ปากเกร็ด ไปตามทางถนนแจ้งวัฒนะ ข้ามแยกหลักสี่ ไปทางอนุสาวรีย์หลักสี่ เลี้ยวเข้าพหลโยธิน ผ่านสะพานใหม่ แยกลำลูก เข้าถนนวิภาวดีรังสิตขาออก เซียร์รังสิต เลี้ยวซ้ายเข้าถนนรังสิต-ปทุมธานี สุดเส้นทางที่รังสิต
2. รถเมล์สาย 356 วงกลม แบ่งเป็น
รถเมล์สาย 356 วงกลม ปากเกร็ด - สะพานใหม่ - ดอนเมือง - ปากเกร็ด
ข้างตัวรถจะมีแถบคาดแดง เริ่มจากปากเกร็ด - แจ้งวัฒนะ - พหลโยธิน - สะพานใหม่ - ดอนเมือง - วิภาวดีรังสิต - ปากเกร็ด
เริ่มต้นจากปากเกร็ด ไปตามทางถนนแจ้งวัฒนะ ข้ามสะพานแยกหลักสี่ ตรงไปอนุสาวรีย์หลักสี่ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนพหลโยธิน ผ่านสะพานใหม่ แยกลำลูกกา เลี้ยวซ้ายที่อนุสรณ์สถาน เข้าถนนวิภาวดีรังสิตขาเข้า ผ่านดอนเมือง กลับรถเข้าแยกหลักสี่ ไปตามทางถนนแจ้งวัฒนะ สุดเส้นทางที่ปากเกร็ด
รถเมล์สาย 356 วงกลม คาดเขียว ปากเกร็ด - ดอนเมือง - สะพานใหม่ - ปากเกร็ด
ข้างตัวรถจะมีแถบคาดเขียว เริ่มจากปากเกร็ด - แจ้งวัฒนะ - วิภาวดีรังสิต - ดอนเมือง - สะพานใหม่ - พหลโยธิน - ปากเกร็ด
วันเสาร์ที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2560
ล่องเรือเจ้าพระยา
บริการ : จันทร์ - ศุกร์ 06.45 - 07.30 น. (เช้า) 16.00 - 16.30 น. (เย็น)
อัตราค่าโดยสาร : 8 / 10 / 12 บาท
(ตามระยะทาง)
เรือด่วนพิเศษธงส้ม เส้นทาง : นนทบุรี - วัดราชสิงขร
บริการ : ทุกวัน 06.00 -19.00 น.
อัตราค่าโดยสาร : 14 บาท
เรือด่วนพิเศษธงเขียว เส้นทาง : ปากเกร็ด - นนทบุรี - สาทร
บริการ : จันทร์ - ศุกร์ 06.10 - 08.10 น. (เช้า) 16.05 - 18.05 น. (เย็น)
อัตราค่าโดยสาร : 10 / 12 / 19 / 31 บาท
(ตามระยะทาง)
เรือด่วนพิเศษธงเหลือง เส้นทาง : นนทบุรี - สาทร
บริการ : จันทร์ - ศุกร์ 06.15 - 08.20 น. (เช้า) 16.00 - 20.00 น. (เย็น)
อัตราค่าโดยสาร : 19 / 29 บาท
(ตามระยะทาง)
ข้อมูลเพิ่มเติม http://www.chaophrayaexpressboat.com/
วันเสาร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2560
Hyperfocal ระยะชัดอนันต์ของกล้อง
ระยะ Hyperfocal หรือระยะชัดอนันต์ของกล้องนั้นไม่ได้มีอะไรซับซ้อน และมีค่าตายตัว คำนวณบนพื้นฐานของกล้องแบบฟูลเฟรม หากใช้กล้องตัวคูณก็ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง แค่มุมรับภาพของคุณจะแคบลงตามตัวคูณเท่านั้นเอง
ระยะ Hyperfocal ยังสามารถเอาไปใช้ได้หลากหลาย เช่น การถ่ายดาว หรือ ถ่ายทางช้างเผือก บางครั้งอาจจะหาจุดโฟกัสยาก หรือไม่แน่ใจในการหมุนไปที่ระยะอินฟินิตี้บนเลนส์ ก็อาจจะหาระยะชีดอนันต์อ้างอิงได้ เช่น หากจะถ่ายดาวในคืนมืดสนิทด้วยเลนส์ 18 มม. ใช้ f 5.6 ก็แค่มองหาวัตถุที่สามารถส่องไฟฉายไปโฟกัสได้ ที่ระยะ 6.1 ฟุต หรือ 1.8 เมตร เท่านั้น ถ้าหากโฟกัสตรงนั้นได้ ก็มั่นใจได้เลยว่าจะได้ระยะชัดอนันต์ที่ถูกต้องแน่นอน
เจอช้างป่าควรทำอย่างไร
ให้สังเกตอารมณ์ของช้าง หากพบช้างหูสะบัดไปมา หางแกว่งและใช้งวงสะบัดไปมาหรือดึงต้นไม้กิน ไม่ค่อยสนใจเรา แสดงว่าช้างอารมณ์ดี แต่หากช้างป่าหูตั้งกาง งวงและหางจะหยุดแกว่ง จ้องมาทางเรา บางครั้งจะชูงวงขึ้นพร้อมกับยืดโน้มตัวไปข้างหน้า ทำให้เหมือนตัวใหญ่ขึ้น แสดงว่าช้างป่าอารมณ์ไม่ดี พร้อมจะจู่โจมเราได้
เมื่อเจอช้างป่ากรณีที่ต้องวิ่งหนี ให้วิ่งตัดเฉียง ๔๕ องศา ไปในทิศทางข้างหน้า ไม่ควรวิ่งหักฉาก ๙๐ องศา เพราะจะทำให้ช้างป่าเข้าใกล้เราได้มากขึ้น หรือสังเกตสิ่งรอบข้างว่ามีกำบังใดบ้างที่จะสามารถเป็นที่หลบซ่อนได้อย่างเงียบๆ เช่น ต้นไม้ใหญ่ ก้อนหิน กองดิน ถ้าไปหลายคนให้ส่งเสียงดังเพื่อเป็นการขับไล่ช้างป่าหากอยู่ในระยะกระชั้นชิดหรือช้างป่าจู่โจมเข้ามาในระยะใกล้มาก ให้ทิ้งสิ่งของที่ไม่จำเป็นเช่นกระเป๋าเป้ กระเป๋าสะพาน จะทำให้เราสามารถเคลื่อนที่ได้สะดวก
การปฏิบัติตัวเมื่อเจอช้างขณะขับรถ ควรใช้ความระมัดระวัง สังเกตอาการและอากัปกิริยาของช้างป่าด้วย หากพบเห็นช้างกินใบไม้อยู่ แสดงว่าช้างอารมณ์ดี ให้ขับรถผ่านไปอย่าหยุดรถดู เพราะจะทำให้กีดขวางรถคันอื่นที่ตามมาได้จนเกิดอุบัติเหตุรถชนกัน
ห้ามปิดไฟหน้ารถ ห้ามเปิดที่ปัดน้ำฝน บีบแตร หรือทำอะไรที่ผิดปกติ เพราะจะทำให้ช้างเข้าใจว่าเราอาจเป็นอันตรายต่อช้างได้
ควรหยุดรถให้ห่างจากตัวช้างอย่างน้อย ๕๐ เมตร ให้ติดเครื่องยนต์ไว้เสมอ หากช้างเดินไปหา ให้เคลื่อนรถหนี จนกว่าช้างจะหลบจากถนน จึงเคลื่อนรถผ่านไป
อย่าบีบแตรรถ หรือส่งเสียงดังรบกวนช้าง
ห้ามใช้แฟลชถ่ายรูป เพราะจะทำให้ช้างตกใจและตรงเข้ามาทำร้ายได้
หากพบเห็นช้างป่าในเวลากลางคืน ให้เปิดไฟรถไว้เสมอเพื่อให้สังเกตอาการของช้างสะดวก
เมื่อตกอยู่ในวงล้อมของช้างป่า ให้ตั้งสติให้ดี หากเป็นเวลากลางคืนให้เปิดไฟสูง และให้เคลื่อนรถไปในทางที่มีช้างอยู่น้อย ห้ามดับไฟและเครื่องยนต์เป็นอันขาด
ห้ามจอดรถแล้วลงไปถ่ายรูปช้างในระยะใกล้ จะทำให้เราวิ่งหนีไม่ทัน
การปฏิบัติตัวเมื่อเจอช้างป่าขณะเดินป่า เก็บผลผลิตทางการเกษตรหรือไม่มีพาหนะให้หลบหนี
เวลาเจอช้าง ระยะกระชั้นชิด อย่าเร่งรีบส่งเสียงดังไล่ เพราะช้างบางตัวอาจจะตกใจหรือรำคาญ
กรณีที่ช้างวิ่งเข้าหา หากมีสัมภาระต่างๆ ให้ทิ้งสัมภาระทำให้ตัวเบาและคล่องตัวที่สุด และส่งเสียงดัง กรีดร้อง เสียงโห่ร้อง รวมถึงแสดงอาการต่างๆ เช่น ชูแขน ชูมือ พร้อมทั้งเคลื่อนที่ออกจากจุดที่พบช้าง
ถ้าเจอช้างในระยะไกลๆ อย่าพึ่งวิ่งหนี ให้ดูท่าทีก่อน หากสังเกตเห็นว่าช้างหูกาง งวงนิ่ง และจ้องเขม็ง ให้รีบหนีออกจากบริเวณนั้นทันที
กรณีที่ต้องหลบหลีก การหนีลงที่ลาดชันเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ดี เนื่องจากช้างมักไม่กล้าวิ่งลงทางชันอย่างรวดเร็วมากนัก เพราะโดยมากจะทำให้ช้างหกล้มและเสียหลักได้โดยง่าย
หากต้องวิ่งพึงระลึกไว้ด้วยว่า วิ่งหนีช้างให้วิ่งหลบออกในทิศแนวเฉียง 45 องศา หลบไปตามแนวต้นไม้ใหญ่ เนื่องจากช้างมีขนาดตัวใหญ่จะทำให้การเลี้ยวหรือกลับตัวค่อนข้างช้าหากอยู่บนด่านช้าง ช้างจะวิ่งไล่ตามทางด่าน ดังนั้น การจะหลบหลีกช้างให้วิ่งออกนอกทางด่านหรือหลบหลังต้นไม้ หรือหลบเข้าไปในกอไผ่ หรือร่องดินร่องหินลึก ช้างไม่สามารถทำร้ายศัตรู ด้วยการใช้เท้าเหยียบ ใช้งวงรัดหากวิ่งหนีแล้วหกล้ม ช้างวิ่งมาถึงตัวเข้าทำร้าย ให้พยายามตั้งสติ กลิ้งหลบให้พ้นรัศมีของช้าง แล้วรีบลุกวิ่งต่อทันที่ ส่วนกรณีที่วิ่งหลบไม่ทัน และหากมีโอกาส จุดอ่อนของช้างจะอยู่บริเวณเบ้าตาและบริเวณที่โคนเล็บ ให้ใช้มือ ไม้ หรือมีด ทิ่มกระทบบริเวณดั้งกล่าวหลายครั้ง เพื่อให้ช้างหยุดชะงัก แล้วรีบวิ่งหลบหนีต่อไป

